ทุกสรรพสิ่งจักเปลี่ยนแปรไปตามกาลเวลา
ทว่าคำสัญญาจะพันธนาการความรักของเราชั่วนิรันดร์
นี่คือคำโปรยหน้าปกที่ทางสำนักพิมพ์ปรับแก้จากคำโปรยที่ผู้เขียนเรื่องนี้แต่งไปให้ เดิมผู้เขียนเขียนไปว่า
"พี่สัญญา พี่จะกลับมาหาเจ้าที่นี่ ที่เรือนหอของเรานี้ แม่นวลรอพี่ พี่จะกลับมา"
เป็นการยกประโยคหนึ่งในเนื้อนิยาย ซึ่งผู้เขียนคิดว่ามีความสำคัญกับตัวเรื่องมากที่สุด และเป็นจุดหลักของเรื่อง แต่ทางสำนักพิมพ์คงเห็นว่าถ้าโปรยแบบนี้ ขายไม่ได้ชัวร์ เลยเปลี่ยนให้เลย ฮ่าๆ
ส่วนปกหลังนั้น ผู้เขียนได้แต่งไปดังนี้
คำสัญญาตราตรึงคะนึงจิต นางจึงสถิตอยู่ที่เรือนแห่งนี้
เพื่อรอคอยเจ้าของคำสัญญา
...นานแสนนาน...
บัดนี้ เพลาแห่งการรอคอยสิ้นสุดแล้ว
แม่นวลจะได้พบชายที่รอคอยหรือไม่ หรือนางจะต้องจากไปจากเรือนรักแห่งนี้ไปตลอดกาล
และนี่ คือปกหลังนิยายจริงๆ ที่ออกมาสู่สายตาประชาชี
"พี่สัญญา พี่จะกลับมาหาเจ้าที่นี่ ที่เรือนหอของเรานี้"
เสียงนั้นยังคงก้องสะท้านประทับใจดวงจิต
คำสัญญาเป็นสิ่งเดียวที่ยึดดวงจิตนางไว้กับเรือนนี้
เพื่อเฝ้ารอวันเวลาที่เขาจะหวนกลับมา
แม้เพลาจะล่วงผ่านไปนานสักเพียงใด
นางก็ยังคงรอ...
บัดนี้...กงล้อแห่งโชคชะตาได้เวียนมาบรรจบ
เพลาแห่งการรอคอย...สิ้นสุดลงแล้ว
--------------------------------------------------------------- 
อยากจะเล่าให้เจ้าฟังว่า กว่าจะได้หนังสือเล่มนี้ออกมา ต้องผ่านขั้นตอนใดบ้าง
"รอยสัญญา"
ชื่อนิยายที่ฟังง่ายๆ ใช้คำง่ายๆ แต่กว่าจะคิดชื่อได้ ไม่ง่ายอย่างที่คิด ต้องผ่านการคิดโครงเรื่องหลวมๆ ออกมาเสียก่อน พล็อตครั้งแรกไม่ได้ออกมาเหมือนที่แต่งนัก แต่หลักยังคงเดิม
เรื่องนี้ผู้เขียนแต่งบทนำออกมาในค่ำวันหนึ่งที่อยู่ว่างๆ นึกอยากเขียนก็เขียนขึ้นมา ไม่มีอะไรในหัวเลย แต่พอเขียนบทแรกจบ พล็อตก็ไหลมาทันที เอาละสิ นั่งวางโครงเรื่องต่อเลยทีเดียว
เนื่องด้วยเป็นนักหัดเขียน จึงไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก ชื่อตัวละครก็คิดกันตอนแต่งนั่นเลย แล้วก็จดไว้ว่าตั้งชื่อใครเป็นอะไร แล้วก็มานั่งๆ คิดชื่อนิยาย แต่ไม่รู้ว่ามีคนอื่นใช้ชื่อนี้หรือยัง อย่ากระนั้นเลยอาศัยกูเกิ้ลหาดูดีกว่า
"รอยสัญญา"
เฮ้ย! ยังไม่มีคนใช้ ได้การล่ะ เอาชื่อนี้เลย แล้วก็ไปเปิดชื่อเรื่องในเว็บเด็กดี จองไว้ก่อนทั้งที่ยังไม่ว่างแต่งเท่าไหร่
นิยายเรื่องนี้พักไว้ที่บทแรกแค่นั้นยังไม่ได้แต่งบทต่อไปทันที เพราะมีประสบการณ์จากเรื่องก่อนที่แต่งสดเลย มันทำให้เนื้อเรื่องไม่กระชับ และชอบออกนอกเรื่องนอกพล็อตตลอด
แต่ด้วยขณะนั้นวิทยานิพนธ์กำลังง้วดเลยทีเดียว ใกล้จะไป conference ต้องรีบทำผล ทำแลป เขียนเปเปอร์ จึงหยุดพักโครงการเขียนนิยายเรื่องนี้ไว้ ซึ่งก็เป็นเรื่องดี เพราะหลังจากไปคอนเฟอร์เรนซ์ตอนเดือนมกราคา พ.ศ. ๒๕๕๒ กลับมาก็ได้ไอเดียว่านิยายควรเลือกจังหวัดพิษณุโลกนี่แหละเป็นธีมหลัก ด้วยชอบในหลายๆ อย่าง ทั้งวัดวาอารามและอากาศที่นั่น
แต่ (อีกครั้ง) หลังกลับมาก็ยังเขียนไม่ได้ในทันที เพราะต้องหาข้อมูลก่อน
สำหรับเรื่องนี้ใส่ความตั้งใจเต็มร้อย อีกทั้งยังเป็นเรื่องแอบอิงกลิ่นอายประวัติศาสตร์ จึงต้องค้นคว้าหาข้อมูลกันอย่างกับทำรายงาน สรุปย่อยุคสมัย แล้วจับตัวละครยัดใส่ ต้องทำตารางเรียงตาม พ.ศ. กันเลยทีเดียว ว่าปีนี้ในประวัติศาสตร์เกิดเหตุการณ์สำคัญอะไร และตัวละครเราทำอะไร อยู่ที่ไหน อายุเท่าไหร่
แล้วก็มาเขียนว่าแต่ละบทจะเป็นอย่างไร แตกจากเรื่องย่อที่เขียนไว้ตอนแรกออกมา แล้วใส่รายละเอียดเพิ่ม
การเขียนดำเนินเรื่องมาโดยไม่สะดุด ขณะเดียวกันเขียนไปก็ต้องค้นคว้าข้อมูลเพิ่มในบางเรื่องที่ผุดขึ้นมาในหัวซึ่งเราต้องเขียนในนิยาย
แต่ไปจนใกล้จบเรื่องแล้วก็ได้งานทำ ทำให้มีเวลาว่างน้อยลงไปอีก และแต่งได้ช้าลง จนกระทั่งหยุดไปครึ่งเดือน และในวันหนึ่งก็มีสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งติดต่อมาทางอีเมลว่าสนใจเรื่องของเรา
อ่ะ งานเข้าละสิ ไฟที่มอดก็เริ่มติดขึ้นมา เลยรีบมาปั่นนิยายเราต่อให้จบ แล้วแก้คำผิดตรวจต้นฉบับอีกครั้งและจัดการส่งให้สำนักพิมพ์ที่ติดต่อมาทันที (แอบมีลังเลนิดว่า ระหว่างสำนักพิมพ์ใจฝัน กับสำนักพิมพ์ที่หยิบยืนฝันให้เป็นจริง แต่ใจเทให้กับสำนักพิมพ์ที่ติดต่อมาแล้ว ๙๙ เปอร์เซนต์)
ส่งต้นฉบับแล้วก็รอลุ้น ไม่กี่วัน บ.ก. ก็ติดต่อมาว่ายังไม่ให้ผ่าน ให้ทำการปรับแก้ต้นฉบับก่อน แจกแจงรายละเอียดมาว่าเราควรแก้ไขการลำดับเรื่องราว การสลับฉากอดีตและปัจจุบัน
ต้องอ่านทวนกันใหม่และแก้ไขกันยกใหญ่ทีเดียว ตอนแรกได้แต่อ่านและนั่งมองต้นฉบับที่พริ้นท์ออกมาใส่กระดาษด้วยความมึนงง ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร แต่ทิ้งสักพักให้ความคิดตกผลึก การแก้ไขก็ไหลลื่น จนกระทั่งเสร็จลงในเวลาสองวัน จะเร็วไปไหม ฮ่าๆ
แล้วก็ได้เวลาส่งต้นฉบับอีกรอบ จากนั้นก็ไม่ได้เมลจากสำนักพิมพ์อีกเลย จนต้องเมลไปถามว่าได้รับต้นฉบับเราหรือยัง
ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี ผลออกมาต้นฉบับผ่าน บ.ก. ให้เขียนคำโปรยปกหน้าปกหลัง อย่างที่ได้บอกไปข้างต้นแล้ว และให้เขียนความในใจนักเขียนประมาณหนึ่งหน้าเอสี่ โอ้ เยอะไปไหม (คิดในตอนแรก) พอเขียนจริง อืม พอดีหนึ่งหน้าเลย
แล้วก็รอ รอ รอ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ปกนิยายเราจะออกเป็นรูปเป็นร่าง แล้วเล่มเราจะวางขายตอนไหน
ระหว่างนั้นก็เซ็นสัญญากันเรียบร้อยไปแล้ว มาดูในสัญญาถึงรู้ว่านิยายฉันพิมพ์ ๓๕๐๐ เล่ม เยอะไปไหม จะขายได้เท่าไหร่กันนะ
และในที่สุดผลแห่งความพยายามมาปีกว่าก็ออกผลเป็นเล่ม ทันขายในงานหนังสือเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ ช่วงกลางงานพอดี เฮ้อ
หลังงานผ่านไปได้ประมาณสิบวัน เช็คค่าตอบแทนก็มาถึงบ้าน กรี๊ดๆ เงินจากน้ำพักน้ำแรงของฉันก้อนแรกที่ได้มาจากงานที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เรียน แต่มันเกี่ยวกับการเก็บเกี่ยวความรู้ ประสบการณ์ และจินตนาการ กลั่นกรองออกมาเป็นถ้อยอักษร
ถึงจะเขียนได้ไม่ดีเท่าที่ตั้งใจแต่แรก เพราะความฝันนั้นตั้งไว้สวยหรู แต่ความจริงจากความพยายามทั้งหมดนั้นก็ไม่ด้อยกว่ากันเท่าใดนัก
ภูมิใจในผลงานเขียนชิ้นนี้ และทุกๆ ชิ้น แม้ว่าชิ้นก่อนหน้ามันจะห่วยแตกแค่ไหนก็ตาม แต่มันก็มาจากมันสมองของเราเอง
เส้นทางสู่อาชีพนักเขียนนั้นยังอีกยาวไกลนัก เพิ่งเข้าขั้นเตรียมอนุบาลอยู่ คงต้องฝึกปรือฝีมือกันต่อไป
---------------------------
สรุประยะเวลาโดยคร่าวๆ สำหรับรอยสัญญา
ธันวาคม ๒๕๕๑ - แต่งบทนำ เขียนพล็อต
มกราคม ๒๕๕๒ - ไปพิษณุโลกบังเกิดไอเดียการแต่งนิยาย
มกราคม ถึง เมษายน ๒๕๕๒ - ค้นคว้าข้อมูฃและเขียนเรื่องย่อ และแตกย่อเป็นบทๆ
พฤษภาคม ๒๕๕๒ - เริ่มแต่ง
ปลายตุลาคม ๒๕๕๒ - ดองนิยายจ้า
๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ - บรรณาธิการสำนักพิมพ์แนตตี้ติดต่อมาค่ะ
หลังจาก ๔ พ.ย. ๒๕๕๒ - อ่านเรื่องทั้งหมดอีกครั้ง และดำเนินการแต่งนิยายต่อจนจบ
ช่วงวันหยุดปีใหม่ปี ๒๕๕๓ - ปิดต้นฉบับสำเร็จแล้ว เริ่มดำเนินการอ่านทวน ปรับแก้ แก้คำผิด
๑๓ มกราคม ๒๕๕๓ - ส่งต้นฉบับ
๑๘ มกราคม - ต้นฉบับถูกเด้งมาให้ปรับแก้ก่อน สถานะยังไม่ผ่านจ้า
๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ - ผ่านการพิจารณาแล้ว
๔ ก.พ. - บ.ก. ให้เขียนคำโปรยหน้าหลัง ความในใจนักเขียน
๒๓ ก.พ. - บ.ก. ส่งต้นฉบับที่ทางสำนักพิมพ์แก้ไขมาให้ดู ซึ่งไม่มีแก้มาก ส่วนใหญ่เป็นคำผิด / นักเขียนสแกนดูที่แก้ไข และเห็นว่าไม่มีอะไรมากมาย ไม่มีการตัดฉากของฉันออก โอเคค่ะ
๑๑ มีนาคม ๒๕๕๓ - ได้รับสัญญา เซ็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในงานวรรณกรรม เรียบร้อย
ระหว่างนี้ ก็มีทาง บ.ก. เมลถามเรื่องข้อสงสัยบางประการในนิยาย ก็ทำการอธิบายกันไปจนกระทั่งรู้เรื่อง
๑๘ มีนาคม - บ.ก. ส่งใบปลิวโฆษณางานหนังสือเดือนมีนาเมษา แอบเห็นปกตัวเองเล็กๆ ในนั้น เลยเมลไปทวงไฟล์หน้าปกจาก บ.ก. ฮ่าๆ
๑๙ มี.ค. - ครั้นใกล้จะออกเป็นเล่มก็ยังมีข้อสงสัยให้ บ.ก. ต้องโทรมาถามอีกรอบ
๑ เม.ย. ๒๕๕๓ - หนังสือฉันวางขายในงาน น่าจะเป็นวันนั้นนะ ไม่แน่ใจ เพราะออกช้าสุดในชุด ไม่ทันช่วงแรกของงานหนังสือ
๑๐ เม.ย. - ได้รับเช็คค่าตอบแทน ฮ่าๆ
ยาวนานเหมือนกันนะ กว่าจะได้หนึ่งเรื่อง ตั้งปีกว่าถึงจะได้เป็นเล่ม แค่เขียนยังใช้เวลา ๙ เดือนกว่าเลย (รวมเวลาอู้ด้วย)

edit @ 8 Aug 2010 21:15:35 by AoA - เอ โอ้ เอ้